Abhisit's profileRedstuffPhotosBlogLists Tools Help

Abhisit Tabtiang

No list items have been added yet.

Redstuff

:::Running in circles, coming in tails:::
November 07

Goodbye my lover

ช่วงนี้เป็นบ้าอะไรไม่สามารถที่จะทราบได้เหมือนกัน  ฟังแต่เพลงเศร้าโศกเสียใจแล้วก็มานั่งอินกับเพลง
บางทีน้ำตากซึมอาบหน้าแอบคิดถึงคนรักเก่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เห้อ...
ก็ทำยังไงได้เล่าหนอ.....คนมันรักอยู่นี่หว่า อิอิ (ขอบอกผ่านสเปซนี่เลยว่ายังคงเหมือนเดิมเสมอนะครับ)
 
วันนี้มีอีกเพลงมาแนะนำคุณๆ ล่ะ เป็นเพลงโคตรเศร้ามากมายอีกเพลง
มาดูเนื้อร้องกันครับ
 
James Blunt
Goodbye my lover
 
Did I disappoint you or let you down?
Should I be feeling guilty or let the judges frown?
'Cause I saw the end before we'd begun,
Yes I saw you were blinded and I knew I had won.
So I took what's mine by eternal right.
Took your soul out into the night.
It may be over but it won't stop there,
I am here for you if you'd only care.
You touched my heart you touched my soul.
You changed my life and all my goals.
And love is blind and that I knew when,
My heart was blinded by you.
I've kissed your lips and held your head.
Shared your dreams and shared your bed.
I know you well, I know your smell.
I've been addicted to you.

Goodbye my lover.
Goodbye my friend.
You have been the one.
You have been the one for me.

I am a dreamer but when I wake,
You can't break my spirit - it's my dreams you take.
And as you move on, remember me,
Remember us and all we used to be
I've seen you cry, I've seen you smile.
I've watched you sleeping for a while.
I'd be the father of your child.
I'd spend a lifetime with you.
I know your fears and you know mine.
We've had our doubts but now we're fine,
And I love you, I swear that's true.
I cannot live without you.

Goodbye my lover.
Goodbye my friend.
You have been the one.
You have been the one for me.

And I still hold your hand in mine.
In mine when I'm asleep.
And I will bear my soul in time,
When I'm kneeling at your feet.
Goodbye my lover.
Goodbye my friend.
You have been the one.
You have been the one for me.
I'm so hollow, baby, I'm so hollow.
I'm so, I'm so, I'm so hollow.
 
เป็นไงมั่งครับ  ผมฟังเพลงนี้ทีไร อดน้ำตาร่วงไม่ได้ทุกที
ถ้าเรารักใครมากๆ ขึ้นมา มากจนรู้สึกว่าจะทำอะไรก็ให้ได้ทุกๆ อย่างแบบนี้ผมว่าเป็นความรักที่สุดแสนประเสริฐจริงๆ นะ
 
October 28

Wicker Park

เย้ววว.....
 
ฤกษ์งามยามดีได้เวลอัพสเปซตัวเองมั่งล่ะ
 
วันก่อนผมยืมหนัง DVD ของเพื่อนมาเรื่องนึง
เหตุที่ได้ยืมมันมาก็เพราะว่ามันบอกว่า "ลื้อเอาเรื่องนี้ไปดูดิ แล้วลื้อจะชอบเพลง The scientist ขึ้นเยอะเลย"
ด้วยความที่เราก็ชอบฟัง Coldplay เป็นทุนเดิม หลายเพลงชอบ อีกหลายเพลงก็เฉยๆ ส่วนเจ้าเพลงที่พูดถึงอยู่
ก็ไม่ได้สะกิดใจอะไรมากนัก  แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้ (Wicker Park)
แล้วรู้สึกว่า "เออเว้ย... ไอ้เพลงบางเพลง หนังบางเรื่อง มันสะกิดถึงต่อมไร้ท่อบางต่อมยังไงบอกไม่ถูก"
ว่าแล้วก็อัพสเปซสะเลย ประกอบกับเอาเนื้อมาให้ดูกันด้วยนะ(อัพโหลดให้ฟังกันอีกต่างหาก)
 
The Scientist
by Coldplay
 
Come up to meet you
Tell you I'm sorry
You don't know how lovely you are
I had to find you...
Tell you I need you
Tell you I set you apart
Tell me your secrets
And ask me your questions
Oh let's go back to the start...
Running in circles; coming in tails
Heads on a silence apart
Nobody said it was easy
It's such a shame for us to part
Nobody said it was easy
No one ever said it would be this hard
Oh take me back to the start
I was just guessing at numbers and figures
Pulling your puzzles apart
Questions of science; science and progress
Do not speak as loud as my heart
Tell me you love me
Come back and haunt me
Oh and I rush to the start
Running in circles, chasing our tails
Coming back as we are
Nobody said it was easy
Oh it's such a shame for us to part
Nobody said it was easy
No one ever said it would be so hard
I'm going back to the start
Oh ooh ooh ooh ooh ooh (x 4 times)
 
 
เอาล่ะ ย้อนมาถึงเนื้อหาของหนังบ้าง Wicker Park นำแสดงโดย
Josh Hartnett หมอนี่เล่นหลายเรื่องนะ ที่เห็นจะโดดเด่นหน่อย(เพราะดูมันเรื่องเดียว) ก็ Pearl Harbor
ต่อมานางเอกตาสวยของเรา Diane Kruger (สวยดีนะผมว่า แต่ไม่ค่อยชอบสาวฝรั่งยังไงบอกไม่ถูก) ผลงานเด่นๆ ของเธอคือ Troy, National Treasure
ตัวละครอีกตัวเป็นนางร้ายในเรื่องซึ่งแสดงโดย Rose Byrne  มีผลงานเยอะเช่นกันคือ Troy, City of Ghosts, Star Wars: Episode II - Attack of the Clones
 
เนื้อหาของเรื่องเป็นหนังรักหักเหลี่ยมโหดพอควรสำหรับผม เดิมทีไม่เคยชอบหนังแนวนี้นักเพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องอานุภาพแห่งรักที่จะทำให้คนตาบอดขนาดทำเรื่องร้ายแรงๆ ได้
อาจเป็นเพราะผมปักใจเชื่อว่าคนเรา ธรรมชาติสร้างมาให้มีเหตุมีผล มากกว่าจะเชื่อเรื่องความรู้สึก(แต่ชีวิตจริงก็เคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกันนะ) ในเรื่องของเนื้อหานั้น จะไม่ต่อความยาวมากนักแต่พูดได้เลยว่าเป็นหนังที่น่าดูมากเรื่องนึง หนังเรื่องนี้ภาพสวยดีครับ แต่มันมีอย่างอี่นที่โดนผมมากกว่าน่ะดิ ก็ไอ้เพลงประกอบเนี่ยแหล่ะ เรียกได้ว่า เปิดเรื่องมาก็กด Pause ไว้ก่อนเพราะจะมาหาเพลงนั้นโหลดไว้ฟังเองเลย (เปิดด้วย Maybe tomorrow ของ Stereophonics) ก็มันแทงใจว่างั้นแหล่ะ  หนังเรื่องนี้ลำดับภาพดีมาก ดูเงื่อนงำ ดูน่าค้นหาคำตอบ ดูต่อไปเรื่อยๆ ตอนจบน่าประทับใจมาก จบด้วยเพลง The sicentist แล้วมันเข้ากันดี๊ดี ระหว่างเนื้อหาที่ดำเนินมาจนจบเรื่อง กับภาพประกอบ ณ.ตอนหนังกำลังจะจบ จบได้มีสาระดี 
 
หนังหรือว่าไอ้ภาพยนต์ส่วนใหญ่เนี่ยที่ทำที่สร้างกันมาส่วนใหญ่ก็หยิบยกมากจากชีวิตมนุษย์เราๆ นี่แหล่ะครับ รัก โลภ โกรธ หลง เอามาเป็นประเด็นได้เสมอเลยล่ะ หรือถ้าเป็นหนังพวกแอคชั่นล้างพลาญ บ้างเมืองระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ก็หนีไม่พ้นในเรื่องที่มากระตุ้นผัสสะ(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เรากันทั้งนั้นแหล่ะครับ  หนังบางเรื่องให้คำจำกัดความที่แตกต่างกันไป นั่นก็แล้วแต่ผู้ดูผู้ชมอย่างเราๆ อีกแหล่ะครับ ว่าได้อะไรจากหนังแต่ละเรื่องที่ดูมั่ง บางทีความพูดบางคำจากละครน้ำเน่าสุดๆ ก็ให้ความหมายกินใจและนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้เหมือนกันนะ อย่างเนื้อเพลงที่ก๊อปปี้มาให้ดูกันเนี่ย ผมชอบคำนี้มากๆ "Running in circles; coming in tails" แปลได้ว่า ไอ้การวิ่งอยู่ในวังวนเนี่ย มันใกล้เข้าจุดสิ้นสุดแล้ว อาจจะหมายความถึงว่า ไอ้การที่เรามีปัญหากันมากมาย มันก็จะสิ้นสุดด้วยการแยกย้ายกันไป อะไรแบบเนี๊ยะแหล่ะครับ แต่สำหรับผมแล้ว แหะๆ ที่ชอบเพราะความหมายอื่นที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ และขออุบไว้คนเดียวละกันนะ  เพราะอย่างน้อยผมก็ดูหนังดูละครแล้วย้อนมาตัวเอง แล้วคุณล่ะครับ ?? ได้แง่มุมอะไรก็มาแชร์กันบ้างนะ......
 
 
February 05

ไหว้พระเก้าวัด

"ไหว้พระเก้าวัด"

"เห้ย เมิงงง ไปไหว้พระกานน" : เพื่อนตั้น
"เออ เอาดิ วันไหนวัน" : ผมเอง
"อาทิตย์หน้านะเว้ย (วันอาทิตย์ที่ 22 ม.ค. 49) เด๋ว กูไปรับที่บ้าน" : เพื่อนตั้น
"เออ ตามนั้น ๆ"
 
จบบทสนทนา ในใจนึกถึงการนัดหมายที่ได้เกริ่นกันมานานเนิ่นนาน ว่าจะไปไหว้พระเก้าวัดกัน
" ได้ฤกษ์เบิกยามสักที " ในใจผมนึก  เนื่องจากสันดร เดิมเป็นคนที่ไม่ค่อยออกจากบ้านไปไหน ประกอบกับปีใหม่ปีหมา ยังไม่ได้ทำอะไรเพื่อประโยชน์แห่งตนเลย  เลยขอถือเอาทริปนี้เป็นฤกษ์งามยามดี เพื่อการเริ่มต้นที่ดี สำหรับปีหมาที่ดี และสำหรับคนที่ดี ๆ อย่างผม (อิอิ หลงฯชิบ)
 
ดัวยหัวจิตหัวใจที่ผองโต อยากจะไหว้พระทำบุญ ประกอบกับอยากจะเดินถ่ายรูปแถวเกาะรัตนโกสินทร์ ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นต้นทุนที่สูงค่ามากๆ เมื่อเวลาที่จิตใจเราบกพร่องเกิดอาการเจ (ไม่ขอบอกว่าด้วยเหตุใด เหอๆๆ)
 
เมื่อถึงวันอาทิตย์ที่ 22 ม.ค. 2549
 
เพื่อนตั้นมารับถึงบ้านเช่นเคย จากนั้นด้วยความรวบรัด เพื่อนตั้นไปรับแฟนมันที่ BTS หมอชิต เมื่อสมาชิกครบแล้ว จึงออกเดินทางต่อ ซึ่งทริปนี้ หน้าที่หลักของผม คือ ไกด์นำเที่ยว (เพื่อนแม่งไม่รู้ทาง) กับเป็นตากล้อง (อันนี้ชอบเป็นอยู่แล้ว) วัดแรกที่เราสามคนมุ่งหน้าไปคือ วัดชนะสงคราม เนื่องจากเส้นทางที่ผมวางแผนไว้คือ ออกจาก BTS หมอชิตขับมุ่งหน้าไปพระรามหก ลัดไปเกียกกาย แล้วมุ่งหน้าตรงโลดไปตามถนนสามเสน จะเจอบางลำภู เจอถนนข้าวสาร และ วัดชนะสงครามนั้นเอง ช่วงเวลาที่อยู่วัดชนะสงครามใช้เวลาไปเยอะพอสมควร เวลาล่วงเลยมาถึงประมาณเกือบ 10.00 น. จึงต่อไปที่เสาชิงชา คือวัดสุทัศน์ฯ นั่นเอง เสร็จสิ้นกระบวนความ ตรงไปที่ศาลเจ้าพ่อเสือทันที ซึ่งไม่ไกลกันนักเลยตกลงกันว่าจะเดินไป และคิดถูกจริงๆ ศาลเจ้าพ่อเสือ มีผู้คนฝูงชน ฯลฯ มาสักการะบูชา กันอย่างเนืองแน่น แน่นเสียจนขอตัว ไม่เข้าไปข้างใน (เห็นควันธูปแล้วกลัวจะแย่ ควันเยอะมากๆ) พอเสร็จภารกิจที่ศาลเจ้าพ่อเสือแล้ว เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ ๆ จะ 11.00 น. เลยตกลงกันว่าจะไปหาอะไรกินกันก่อนที่ท่าพระจันทร์ เข้าไปจอดรถใน ม.ธรรมศาสตร์ อันเป็นที่รัก จอดตรงโรงอาหารหน้าคณะสังเคราะห์ฯ จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ในใจคิดแต่ว่า "แม่งโคดบังเอิญ" เจอพรรคพวกอันเป็นแสนที่รักเช่นกัน มี กบ บอย(ตี๋) แบงค์ ตั๊ก แก๊ป สมตง (มีใครอีกป่าววะ) ทักทายกันตามภาษาเพื่อนฟูงผู้ฟั่นเฟื่อง นั่งเสวนากันสักพัก กระผมและลูกทัวร์จึงจรรีไปหาอะไรใส่กระเพาะ ณ.ริมน้ำท่าพระจันทร์  หม่ำกันได้สักหลายอึดใจและไม่กี่อึกน้ำ พี่น้องสองสาวตามมาสมทบก๊วนของเราจึงดูมีสีสรรมากขึ้น (เนื่องจากเพื่อนผมและแฟนมันได้จู๋จี๋น่าอิจฉาเกินไป) มื้อกลางวันเสร็จเรียบร้อยดี นั่งให้อาหารย่อยเพียงครู่นึง จึงออกเดินทางต่อไปยังวัดพระแก้ว ด้วยความสัตย์จริง นี่ผมกำลังจะเข้าไปในวัดพระแก้วเป็นครั้งแรก!! โอ้ววว....!! เข้าไปข้างในบอกได้คำเดียวครับว่า อลังการงานสร้างมาก ทำให้ผมเห็นถึงศรัทธาอันแรงกล้าต่อพุทธศาสนา ขัดเกลาผ่านงานศิลปะ ประติมากรรม งามวิจิตรจริงๆ เราใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะเสร็จภารกิจในวัดพระแก้ว  ต่อจากนั้น( ขอรวบรัดละกัน) เราเดินกันต่อไปยัง ศาลหลักเมือง วัดโพธิ์ วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณฯ และสุดท้ายคือ วัดระฆัง
 
เหนื่อยมากทริปนี้ แต่คุ้มค่ามาก กับสิ่งที่เราได้ไปเห็น เราได้เห็นศรัทราของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพุทธศาสนาที่สื่อออกมาผ่านทางงานศิลปะ ฯลฯ ผลลัพท์ทั้งหมดนอกจากความเหนื่อยและหยาดเหงื่อคือ "สุขใจมาก" ครับ
 
ปล. ขอเสริมว่า สิ่งที่พุทธศาสดาท่านสอนสั่งคือ การมีสติและใช้ปัญญาไตร่ตรอง สำคัญมากในชีวิตปัจจุบันที่มีสิ่งยั่วยุผัสสะ พาลพาใก้กิเลสครอบงำ จึงอยากขอให้สติจงอยู่กับทุกท่าน และใช้ปัญญาในการไตร่ตรองให้จงดีครับ
 
อ่อ...มีรูปเล็กๆ น้อยๆ จากทริปนี้มาให้ดูกันด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
 
Photo 1 of 7